[LP fic] Love at first sight
posted on 21 Jul 2009 11:13 by chazzyนี่คือแฟนฟิคแอลพีค่ะ ฟิคYนะคะไม่ชอบกดออกไป
และขอชี้แจงฟิคนี้แต่งโดยน้องสาวที่น่ารักของเราคนหนึ่ง
เราขออนุญาตขอเอาลงบล็อคเราแล้ว
เราไม่ได้ขโมยผลงานมาแต่อย่างใด...
[LP fic] Love at first sight
Pairing : Mike x Chester
Author : T-Rex
Genre : Romantic comedy
Rate : NC สำหรับภาษา(ที่หยาบคาย)~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**
Mike’s POV
ณ. สตูดิโอที่ใช้ทำการบันทึกเสียงของวงร็อคนูเมทัลที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก ‘Linkin Park’ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักมันการันตีได้เป็นอย่างดีว่าเราเจ๋งแค่ไหน
วันนี้เรามีมีทติ้งกันตอน9โมง ซึ่งผมมาถึงที่นี่ก่อนใครตอนนี้เพิ่งจะแปดโมงครึ่งอีกครึ่งชั่วโมงพวกเพื่อนๆตัวแสบของผมก็จะตามมาสมทบ เอ่อ..ที่ผมแหกขี้ตามาที่นี่ก่อนใครก็เพราะ....ก็เพราะผมมีเรื่องจะพูดกับนักร้องนำของวงผม อ่า...ใช่แล้ว ‘เชสเตอร์’ นั่นแหละ และผมหวังว่าเขาจะมาถึงที่นี่ก่อนที่ไอ้พวกสี่ตัวยุ่งจะมาถึง เพราะ...เพราะเรื่องที่ผมจะคุยกับเขานั้นเป็นความลับนี่นา หลังๆมานี่ผมแทบไม่มีเวลาคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวเลย งานของพวกเราแต่ละคนยุ่งมากหลังจากปล่อยซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้มใหม่และเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอย่างทรานฟอร์เมอร์ไปแล้ว เราก็ลุยงานที่เหลือต่อเพื่อให้อัลบั้มใหม่เสร็จเต็มรูปแบบเสียที วันนี้เราจะสรุปงานกันเพื่อตกลงวันที่จะเริ่มอัดเสียง ผมชอบช่วงเวลาที่พวกเราอัดเสียงมากที่สุดเพราะเราทั้งหกคนจะกินนอนร่วมกันที่สตูดิโอนี้ แหงล่ะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าเมื่อไรเราจะอัดเสียงออกมาได้ตรงตามที่เราต้องการ และพวกเราก็ไฮเปอร์กันมากถ้ามันออกมาไม่ดีพอหรือมีอะไรที่ขาดหายไปเราก็จะรวมหัวกันแก้ไข และปรับปรุงกันโดยทันทีไม่สนใจหรอกว่าตอนนั้นมันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว นอกจากช่วงเวลาที่เราอัดเสียงกันผมจะชอบเวลาที่ผมกับเชสเตอร์ช่วยกันแต่งเพลงมากที่สุดอีกด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดเลยก็ว่าได้ การได้อยู่ใกล้ๆกับเชสเตอร์มันทำให้ผมเหมือนคนบ้า เพราะผมจะยิ้มจนหน้าบานเวลาฟังเชสเตอร์แสดงความคิดเห็นกับเพลงที่เพิ่งแต่งเสร็จ หรือฟังเขาเล่าเรื่องไร้สาระเวลาที่เราทั้งหมดนั่งกินพิซซ่าเป็นอาหารกลางวัน โอ๊ะ...ตายแล้วผมพล่ามอะไรไปเนี่ย?! งั้นทุกคนรู้หมดแล้วน่ะสิว่าผมคิดยังไงกับนักร้องนำตัวเล็ก(ของผม?) แหม..น่าอายจังเลยแต่ถูกแล้วผมตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเจอเลยก็ว่าได้ เอ๊ะ...ไม่สิผมหลงเสน่ห์ในน้ำเสียงของเขาตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่ได้เขามาร่วมวงด้วยซ้ำ น้ำเสียงของเขาตอนที่เราฟังเดโมเพลงจากทางโทรศัพท์นั้นทำให้ผมอยากเห็นหน้าเขามาก และพวกเราทุกคนสรุปได้เลยว่าหมอนี่แหละที่จะเข้ามาเป็นนักร้องนำของวงเรา
ตอนที่ได้เจอเขาครั้งแรกผมรู้สึกถูกชะตาด้วยอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยปล่อยให้เขาคลาดสายตาผมเลย อันที่จริง...เรียกได้ว่าผมแอบมองจะถูกกว่า ผมแอบมองเขาตลอดแหละก็ใครจะกล้านั่งทำตาหวานเยิ้มใส่ผู้ชายด้วยกันเล่า แล้วผมก็มีตำแหน่งเป็นถึงเอ็มซีเป็นแร็ปเปอร์ของวงอีกด้วยนะ เอ่อ...แต่ดูเหมือนจะมีปัญหาเกิดขึ้นนิดหน่อยเพราะเมื่อเสร็จจากทัวร์คอนฯครั้งก่อนไอ้เพื่อนรักเพื่อนตายของผมอย่างเจ้าแบรดก็ดันเอ่ยปากถามอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมอ้าปากค้างตาเหลือกไปสิบวิเลยทีเดียว
‘ไมค์...กูถามจริงมึงชอบเชสใช่ป่ะ?’ มันถามหน้าตาเฉยมากเลย ผมละอยากยกเท้าขึ้นลูบหน้ามันสักทีถามอะไรไม่เกรงใจคนที่ต้องตอบอย่างผมเลย
‘เฮ้ย!! พูดอะไรของมะ..มึงวะ ชะ..ชอบเชิบอะไรเล่า’ น่าทุเรศที่คำตอบของผมมันดูไม่น่าเชื่อสักนิดเมื่อเสียงผมสั้นและเผลอพูดติดอ้างให้มันขำเอาเสียอีก
‘เออะ...ไม่ชอบก็ไม่ชอบดิ หน้าแดงทำไมวะ’ มันยิ้มเจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมันยิ้มมาเลยคับ ‘ก็คิดว่าชอบ...กะว่าจะช่วยเป็นพ่อสื่อให้สักหน่อย’
มันทิ้งท้ายประโยคที่ทำให้ผมต้องตาเหลือกเป็นรอบที่สอง ‘พ่อสื่อ’ หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเลยค้าบ แล้วนี่ไอ้บ้าแบรดมันสังเกตผมมานานแค่ไหนแล้วถึงได้รู้ว่าผมปิ๊งเชส ก็อย่างว่าอ่ะนะผมกับมันเป็นเพื่อนกันมาเกือบทั้งชีวิตแล้ว ทีนี้ผมก็เกิดอาการลังเลอ่ะสิคับว่าจะเอายังไงดี ใจหนึ่งก็อยากจะสารภาพกับเชสไปตรงๆว่าผมชอบเขา ชอบมาก รักเลยล่ะ แต่...มันอายนี่หว่า เกิดมาก็เพิ่งจะตกหลุมรักผู้ชายด้วยกันนี่แหละ เคยคิดตัดใจครั้งหนึ่งหันไปแต่งงานกับแอนนา และแล้วผมก็หยุดคิดถึงเชสไม่ได้ กลายเป็นว่าผมไม่มีเวลาให้แอนนาเพราะผมเลือกที่จะออกมาทำงานเพราะเวลาทำงานผมจะได้เห็นหน้าเชสตลอด สุดท้ายก็ต้องเลิกกับแอนนาไปเสียใจอยู่เหมือนกันที่ทำให้เธอต้องมาเสียเวลากับผม แต่ผมก็รู้ตัวเองแล้วว่าหัวใจผมอยู่กับใคร ยิ่งทางฝ่ายเชสเตอร์เองก็หย่าขาดกับทาลินดาเหมือนกันมันเหมือนเป็นโอกาสให้ผมลุยเต็มขั้นเสียที....ติดอยู่ตรงที่ผมป๊อดทุกทีเวลาเข้าใกล้เชสนี่สิ...เขาน่ารักเป็นบ้าเลย
ผมทำหน้าลังเลนานอยู่พอสมควรเจ้าแบรดคงทนไม่ไหวกำลังจะสะบัดก้นเดินหนีผมไป ผมเลยตัดสินใจออกปากกับมันไปว่า ‘มะ...มึงจะช่วย ก....กูได้จริงอ่ะ?’
เท่านั้นแหละมันหันมายิ้มเหี้ย..เอ้ย!! ยิ้มเหี้ยมใส่ผมพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก ผมหยิกหยอยอันฟู่ฟ่องของมันในตอนนั้นดูเจ้าเล่ห์ไม่แพ้ใบหน้าของเจ้าของเลย...ให้ตายตาผมฟาดหรือเปล่าวะ
เรื่องวันนั้นเป็นอันจบไป...ผ่านมาเกือบจะสี่เดือนแล้วไม่เห็นแผนไหนที่มันเสนอมาจะใช้ได้ผลเลย ผมไม่โทษมันหรอกนะมันก็ช่วยผมเต็มที่เท่าที่มันจะทำได้อ่ะแหละ แต่เผอิญมันมีมารผจญเกิดขึ้นนะสิคับ ไอ้ร็อบ...ไอ้มือกลองตัวแสบ ไอ้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ดูเหมือนผมจะมีคู่แข่งซะแล้ว ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไร แต่เอ๊ะ...ทำไมพักหลังๆมานี้ไอ้ร็อบมันชอบไปเกาะแกะกับเชสซี่(ของผม?) เหลือเกิน เดี๋ยวกอด เดี๋ยวจับแขน เดี๋ยวซื้อของกินมาฝาก ผมโมโหเลยแอบกินขนมของมันซะเลย แหะๆๆ...ช่วงนี้ผมเลยดูท้วมๆนิดนุงส์อ่ะนะคับ ก็จะปล่อยให้มันทำคะแนนอยู่ฝ่ายเดียวได้ไงกัน เชสซี่ต้องเป็นของผมคนเดียวดิ ผมอุตส่าห์ทะนุถนอม(?)มาตั้งนาน รู้มั๊ยตอนที่เล่นคอนฯที่ออสเตรเลียแล้วเชสเตอร์กระโดดลงจากบันไดแล้วล้มจนข้อมือหักอ่ะ ผมตกใจแค่ไหน...ผมห่วงเขาแต่ไหน ตอนที่เขาเข้าไปหลังเวทีเพื่อให้สตัฟดูข้อมือของเขาว่ามันเลวร้ายแค่ไหน ตอนนั้นผมอยู่บนเวทีผมแทบจะประกาศออกไปว่าเราจะยกเลิกคอนฯวันนั้นซะแล้ววิ่งไปดูเชสซี่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่แล้วเชสซี่ก็ออกมาพร้อมถุงน้ำแข็งที่ข้อมือผมอยากวิ่งไปกอดเขาเป็นบ้า เชสเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากเขาไม่ยอมยกเลิกคอนฯเขายอมร้องเพลงต่อเป็นชั่วโมงทั้งๆที่ผมรู้ดีว่าเขาเจ็บปวดมาก หลังคอนฯเขารีบไปรพ.ทันทีและผมก็นั่งรถอีกคันไปรอเขาที่โรงแรม บ้าเอ้ย!!! ผมอยากไปรพ.ด้วยอยากอยู่เป็นเพื่อนเขา อยู่ใกล้ๆเขาในเวลาแบบนี้ แต่พวกการ์ดไม่ยอมผมเลยต้องนั่งรออยู่ที่โรงแรมบ้าๆนั่น เขากลับมาพร้อมกับเฝือกที่แขนเขายังยิ้มเหมือนปกติ น่ารักจัง...จูบได้มั๊ยเนี่ย เอ่อ...นั่นคือความคิดแว๊บหนึ่งที่ผุดขึ้นมานะคับ ในความเป็นจริงผมกล้าซะที่ไหนT^T
“ไมค์.....ไมค์.....ไมค์โว้ย!!!!”
“หะ...หา อะไรวะ!!!” โอ๊ะ...เชสซี่ของผม(?)นี่เองนึกว่าใคร แหม....งดงามเหมือนเคยเลยอ่ะ
“เป็นอะไรอ่ะ?” เชสซี่เอียงคอถามผมแบบนั้นยิ่งน่ารัก โว้ยยยย...ผมมีหัวใจแค่ดวงเดียวแต่ทำไมคนๆนี้ขโมยมันไปจากผมได้บ่อยแบบนี้นะ
“ปะ...เปล๊าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ เลยไม่ได้ยินนายเข้ามา” ผมส่งยิ้มหวานกลับไปหวังว่าจะทำให้คนข้างหน้าผมนี่ใจเต้นได้บ้าง...นั่น ผมว่าผมเห็นแก้มเขาแดงนิดๆนะ หรือว่าผมคิดไปเองหว่า“อ้อ...แล้วคนอื่นๆล่ะ?” เชสซี่จ๋าพวกมันไม่ต้องมาตอนนี้อ่ะดีแล้ว ไปถามหามันทำม๊ายยยย
“ยังไม่มากันเลยอ่ะ ยังเหลือเวลาอีก10นาทีก่อนถึงเวลานัดช่างหัวมันเถอะ” ว่าแล้วผมก็ส่งยิ้มไปอีกที ผมว่าหน้าเชสเตอร์แดงจนเห็นชัดแล้วนะนั่น...โอ้ยยยย เราไม่ได้คิดไปเองใช่ม๊ยเนี่ย เหอๆๆๆๆ
“เอ๊ะ....ไหนแบรดโทรมาบอกว่านายเลื่อนนัดมาเป็นแปดโมงเช้าแล้วไงล่ะ? ชั้นก็รีบมาสุดๆเลยคิดว่าตัวเองสายอยู่คนเดียวซะอีก” เชสซี่ตัวน้อยนั่งลงที่โซฟาตัวตรงข้ามผม...แหม...มานั่งข้างป๋าสิจ๊ะที่รักป๋าไม่กัดหรอก...ไม่แน่นะ เอิ้กๆๆๆ...แต่เอ๊ะ...เมื่อกี้เชสซี่ว่าอะไรนะ
“เลื่อนนัด?” ใครบอกว่าเลื่อนฟะเจ้าบ้า..โว๊ะ!! ใช่แล้วนี่คงเป็นแผนเจ้าแบรดเพื่อนรักแน่ๆ ได้การล่ะ “อ้อๆ...ใช่แล้วชั้นเลื่อนนัดเองแหละ แต่ยังไม่เห็นเจ้าพวกนั้นมากันเลย แย่จังเนอะ”
“แบรดบอกว่าจะแวะไปรับคนอื่นๆด้วย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าเราลองโทรไปหาพวกนั้นดูดีมั๊ย?” เชสเตอร์เตรียมควักมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง
โนวววว...ยาหยี่อย่าโทรไปเลยนะ ป่านนี้ไอ้แบรดคงแกล้งขับพาไอ้ร็อบกับพวกก้างขวางคอทั้งหลายเตลิดไปเมืองข้างๆแล้วมั้ง มันให้เวลาเราขนาดนี้เรามาทำอย่างอื่นกันดีกว่านะ เพื่อที่เจ้าแบรดจะได้มีต้องเสียเวลาเปล่าไง โห...ทำไมตัวผมถึงได้มีความคิดหื่นๆเกิดขึ้นมาในสมองอันงดงามของผมได้นี่ สงสัยเพราะอยู่ใกล้เชสซี่ผู้งดงามคนนี้แน่ๆเลย
“อย่าเลย! คือ...คือเจ้าพวกนั้นคงแวะซื้อของกินกันเหมือนเคยแหละ อย่าห่วงเลย...เอ่อ....เอ่อ อีกอย่างชั้น...ชั้นมีเรื่องจะคุยกับนายสองคนก่อนที่พวกนั้นจะมาด้วย” โอ้ยยยย หัวใจผมนี่จะเต้นแรงไปถึงไหนคับ กลัวจะหัวใจวายก่อนได้สารภาพเหลือเกิน
“คุยกับชั้น? สองคน? เรื่องอะไรหรอ?” แน่ะ..เอียงคอถามอีกแล้วรู้มั๊ยนั่นน่ะมันน่ารักจนผมอดใจแทบไม่ไหวแล้วนะ เดี๋ยวปั๊ดจุ๊บซะหรอก
“จุ๊บ~”
เฮ้ย!!!!! ทำไปแล้ว เมื่อไร? อย่างไร? ได้ไงวะ? ทำเองแท้ๆแต่ทำไมเหมือนผมไม่รู้ตัวเลย ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามานั่งโซฟาตัวเดียวกับเขาตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็ไอ้เสียง ‘จุ๊บ’ พร้อมๆกับความรู้สึกอุ่นๆนุ่มๆจากริมฝีปากคนที่ตาค้างไปแล้วนี่แหละ...เฮ้ย ทำไงดีวะ เชสเตอร์ดูเหมือนจะช็อคไปแล้วอ่ะ โดนขโมยจูบแบบนี้เป็นใครๆก็ช็อควะ เอาไงดีวะ...เขาจะโกรธผมมั๊ยเนี่ย
“เอ่อ...เชส? เชส?...” เขาไม่ขยับเลยคับ ยังตาค้างอยู่เลยน่ารักด้วยอ่ะ จุ๊บอีกทีจะกลับเป็นเหมือนเก่ามั๊ยอ่ะ นั่น...เขาเริ่มกระพริบตาแล้ว หน้าแดงแปร๊ดเลยอ่ะ
“นะ...นายจูบชั้นทำไม?” เชสเตอร์ถามแล้วก้มหน้าลงมองรองเท้าตัวเอง ถ้าเดาไม่ผิดเขากำลังอายมากๆแน่ๆเลย แต่ที่แน่ๆนะผมไม่เห็นว่าเขารู้สึกโกรธผมเลยสักนิด....หัวใจผมยิ่งเต้นไม่เป็นส่ำไปกันใหญ่
“กะ...ก็ ก็...มัน...มันคือเรื่องที่ชั้นกำลังจะคุยกับนายไง....ชั้นชอบนาย...ตั้งแต่แรกพบ” พูดไปแล้ว ผมพูดไปแล้วใช่มั๊ยนั่น.....ว๊ายๆๆๆ เขาจะว่ายังไงนะ
“..........................” เขาไม่ตอบอะไรอ่ะคับ เขาก้มหน้าเหมือนเดิมแถมหน้าเขาแดงขึ้นเรื่อยๆด้วยจนผมอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มของเขาเหลือเกิน
“เชส...นาย...นายโกรธชั้นหรอ?”
เขาไม่ตอบอะไรแค่เขาส่ายหัวไปมาก็ทำผมยิ้มแก้มแทบฉีกอยู่แล้ว เขาแค่กำลังเขินผมอยู่นะเอง งั้นขอถือโอกาสกอดเลยล่ะกันนะ
“มะ...ไมค์ ชั้นหายใจไม่ออก” เชสเตอร์ทำหน้าอายๆร้องบอกผม เพราะผมกอดเขาแน่นเกินไปผมรีบคลายอ้อมกอดให้หลวมๆแต่ไม่ยอมปล่อยเขาหรอก รอเวลานี้มาตั้งหลายปีใครจะยอมทิ้งโอกาสนี้ไปเล่า
“โทษทีชั้นดีใจมากไปหน่อยน่ะ...เอ่อ...ว่าแต่ว่านายบอกชั้นหน่อยสิว่านายคิดยังไงกับชั้น หืม?” ใช่ๆผมอยากได้ยินจากปากเขาว่าเขาก็คิดเหมือนกันกับผม
“ชะ...ชั้น ชั้น...” เขาอึกอักไม่ยอมพูด ผมเลยใช้มือประคองหัวของเขาให้มาซบกับไหล่ผมเพื่อให้เขาได้ผ่อนคลายมากขึ้น
“ว่าไง?”
“ชั้น...ชั้นชอบเวลาอยู่ใกล้นาย ชั้นคิดว่าเวลาที่ชั้นอยู่กับนาย...ชั้น....ชั้นมีความสุขที่สุด ชั้นไม่เข้าใจว่ามันเรียกว่ายังไง มันแตกต่างไม่เหมือนตอนที่ชั้นเคยรู้สึกกับซาแมนธ่าหรือทาลินดา....ชั้นไม่เคยรู้ว่าชั้นจะมีความรู้สึกแบบนี้กับใครอีก...นอกจาก...นาย”
หัวใจของผมพองโตจนคับอกไปหมด ผมอยากจะวิ่งออกไปนอกสตูดิโอนี้ ออกไปข้างนอกและตะโกนให้คนที่เดินอยู่แถวนั้นทุกคนรู้ว่าผมกับเชสเตอร์รู้สึกแบบเดียวกันและนั่นเรียกว่า... ‘ความรัก’…
“ความรัก...เชสเตอร์นั้นเรียกว่ารัก ...และชั้นรักนายเชสเตอร์” ผมเชยคางของเชสเตอร์เพื่อให้เขาเงยขึ้นมาสบตาของผม ใบหน้าของเขาช่างงดงามยิ่งกว่าครั้งไหนที่ผมเคยเห็น ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นช่างไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆ ริมฝีปากบางสีกุหลาบนั้นขยับมอบรอยยิ้มที่ผมคนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร แล้วผมก็ขอแสดงความเป็นเจ้าของกับริมฝีปากนั้นด้วยริมฝีปากของผม จุมพิตที่อ่อนหวานละมุนที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ลิ้มลองทำให้ผมหลงลืมรสหวานอื่นใดในโลก น่าเสียดายที่ต้องผละออกมาให้คนในอ้อมกอดผมได้พักหายใจ หน้าอกของเชสเตอร์กระเพื่อมหอบหายใจแก้มนวลยังคงสีแดงระเรื่อ เราจ้องมองเข้าไปในดวงตาของกันและกันและความรู้สึกข้างในหัวใจลึกๆของเราสองคนต่างๆบอกเราว่า นี่ล่ะคืออีกครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เราสองคนตามหากันมาแสนนาน แต่ตอนนี้เศษเสี้ยวจิ๊กซอรูปหัวใจได้ประสานกันและเชื่อมปิดด้วยความรักที่เราต่างมีให้กัน และมันจะไม่มีวันแยกออกจากกันอีกเด็ดขาด
“ชั้น-ก็-รัก-นาย-ไมค์ คงตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้เจอกันนั่นแหละ” เชสเตอร์พูดจบก็ซบหน้าลงกับอกผมเลย แฟนผมเขาเขินนะคับ...พวกคุณมองอะไรกันเล่าดูสิเชสเตอร์เขินใหญ่เลย อย่ามองแฟนผมมากดิผมหวงนะ ไปๆกันได้ละเรื่องของผมแฮปปี้เอนดิ้งแล้ว...ขอบคุณที่มาเอาใจช่วยผมนะ แต่ตอนนี้ผมขอเวลาอยู่กับแฟนของผมสองคนได้ป่ะ....อะไรเล่า ผะ...ผมก็แค่จะคุยอะไรกับเขาอีกนิดหน่อย คุยกันสองคนก็พอ...มันเรื่องส่วนตัวนะค้าบบบบ เหอๆๆๆ บ๊ายบาย
พรึ่บ!!! (ม่านทิ้งตัวลงมาปิดฉากอย่างงดงาม)
~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**
ทางด้านสมาชิกของวงอีกสี่คนที่เหลือ
“เฮ้ย!!! ไอ้เชี้ยแบรดมึงจะขับอ้อมเมืองทำบ้าอะไรวะ? แม่งไปสายเชี้ยไมค์ได้บ่นเอาอีก” เสียงหนุ่มลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกันนามมิสเตอร์ห่าน เอ้ย!!! มิสเตอร์ฮาน บ่นเพื่อนที่ทำหน้าที่บังคับพวงมาลัย
“มึงไม่ต้องห่วง เราไปสายอย่างนี้เชี้ยไมค์จะขอบคุณเราด้วยซ้ำ หึหึหึ” หนุ่มแบรดยิ้มร่าตอบเพื่อนที่ทำหน้างงงวยอยู่ที่นั่งข้างๆ
“มันมีด้วยหรือวะไอ้ที่เราไปสายแล้วไอ้ไมค์จะไม่บ่นเราอ่ะ” หนุ่มมือเบสที่นั่งคู่กับหนุ่มมือกลองที่ที่นั่งด้านหลังยื่นหน้ามาถาม มิสเตอร์ฮานพยักหัวเห็นด้วย
“ไหนว่านายจะแวะไปรับเชสด้วยไง?” เป็นคำถามจากหนุ่มมือกลองที่ขัดขึ้นมาก่อนที่แบรดจะได้ตอบคำถามของเดฟกับโจ ร็อบมีท่าทางหงุดหงิดตั้งแต่แบรดบอกว่าจะอาสามารับเขาไปสตูดิโอพร้อมๆกับทุกๆคน แต่หลังจากรับโจ เขาและเดฟมา แบรดกลับขับรถพาพวกเขาออกมาเมืองข้างๆเพื่อจะมากินเบอร์เกอร์ห่วยๆ กับกาแฟรสชาติเหมือนน้ำล้างอวัยวะเบื้องล่าง
“ใจเย็นเว้ยร็อบบี้ นายได้เจอเชสซี่แน่ๆ...แต่หลังจาก...” แบรดอมยิ้มกริ่มและตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป
“หลังจากอะไรวะแบรด?” ร็อบมือกลองหนุ่มหน้าหล่อเอ่ยถามทันที โดยมีสองหนุ่มที่เหลือหันไปมองหน้าแบรดด้วยเหมือนกันเพราะสงสัยว่าไอ้ร็อบจะได้เจอเชสซี่หลังจากอะไร...และที่สำคัญไอ้เชี้ยร็อบแม่งเป็นอะไรวะพักนี่ทำไมถึงชอบไปตัวติดกับเชสซี่ตลอดเลย
แบรดทำหูทวนลมไม่ได้ยินคำถามของมือกลอง แถมยังเปิดเพลงของบริทนีย์ซะลั่นรถพลางนึกภาพว่าป่านนี้เพื่อนๆทั้งสองคนของเขากำลังทำอะไรกันอยู่ที่สตูดิโอ
“ไอ้แบรดบอกมาเดี๋ยวนี้น๊าาาาาาาาา”
Fin
T-ReX’s Note : ฟิคนี้แด่พี่นิกกี้คนงามเจ้าค่ะ แต่งไปอายไปทำไมเชสซี่ของหนูถึงได้เคะอย่างนี้คะพี่นิกกี้ เพราะอีคนแต่งใช่มั๊ยที่ทำให้เชสซี่เป็นแบบนั้น นอกจากนี้พี่ไมค์กี้ก็ปัญญาอ่อนได้อีก หื่นนิดๆ(?)สรุปแล้วแอลพีโดนทีเร็กซ์คนนี้ปู้ยี่ปู้ยำจนไม่เหลือชิ้นดีเลยค่ะ พี่นิกกี้ว่าควรจะมีภาคต่อไปดีมั๊ยค่ะ???? สงสารร็อบบี้สุดหล่อของหนูยังไงไม่รู้ อิอิอิ ถ้าพี่สนใจบอกเค้าน๊าเค้าพร้อมจะปั่นให้ทันที คิดถึงพี่นิกกี้ออนเอ็มไม่เจอเลย แง้วๆๆๆๆ อาการป่วยเค้าดีขึ้นเยอะแล้วขอบคุณมากค่ะที่เป็นห่วง รักพี่นิกกี้ที่สู้ดดดดด จุ๊บๆๆๆๆ ^3^edit @ 21 Jul 2009 11:17:46 by mikey-chazzy